29 เม.ย. 2553

หมู่บ้านกล้วยไม้ฟ้ามุ่ย อูมฮวม




อูมฮวม : หมู่บ้านฟ้ามุ่ย หมู่บ้านอูมฮวม ตำบลบ้านนา อำเภอสามเงา จังหวัดตาก
กล้วยไม้ฟ้ามุ่ย
กล้วยไม้ฟ้ามุ่ยจากหมู่บ้านอูมฮวม ซึ่งเป็นดินแดนของกล้วยไม้ฟ้ามุ่ย เพราะชาวบ้านอูมฮวมซึ่งเป็นชาวกะเหรี่ยงมีความเชื่อว่า ถ้าบ้านไหนปลูกฟ้ามุ่ยได้งอกงามมีดอกดก ก็จะนำความรุ่งเรืองมาสู่ครอบครัวนั้น ทุก ๆ บ้านจึงมีกระถางกล้วยไม้ฟ้ามุ่ยขนาดใหญ่แขวนให้เห็นกันอยู่ทั่วไปการเดินทางเข้าหมู่บ้านดังกล่าวมีช่องทางเดินเข้าได้หลายทาง กล้วยไม้ฟ้ามุ่ยที่หมู่บ้านอูมฮวมเป็นกล้วยไม้ป่าขนานแท้ ไม่ใช่ฟ้ามุ่ยลูกผสมที่ขายกันอยู่ตามตลาดต้นไม้ หากใครอยากไปชมความเป็นธรรมชาติ และชมกล้วยไม้ฟ้ามุ่ยที่เป็นกล้วยป่าแท้ ๆ ซึ่งจะออกดอกตั้งแต่พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป ก็ลองไปเที่ยวอูมฮวมดูนะครับ

เส้นทางแรก การเดินทางไปหมู่บ้านอูมฮวมไปได้หลายทาง ทางแรกคือ เดินทางโดยเรือหางยาวจากเขื่อนภูมิพลไปยังหมู่บ้านอูมวาบ (ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง) ซึ่งเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ของตำบลบ้านนา ก่อนทีน้ำจะท่วมหมู่บ้านบริเวณอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนฯ จากนั้นเดินทางด้วยการเดินเท้าไปยังหมู่บ้านอูมฮวมโดยใช้เวลาประมาณ 6-8 ชั่วโมง ซึ่งต้องระวังช่วงเวลาที่ช้างป่าออกหากินด้วย พยายามหลีกเวลาให้ดี อย่าให้ไปเจอกันจะดีที่สุดถ้าเจอก็ตัวใครตัวมัน

เส้นทางที่สองเป็นอีกเส้นทางหนึ่งก็เดินทางโดยเรือหางยาวจากเขื่อนภูมิพลไปยังหมู่บ้านหินลาดนาไฮ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง เช่นกัน แต่เมื่อไปถึงหมู่บ้านหินลาดนาไฮแล้วก็จ้างมอเตอร์ไซต์ไปส่งยังหมู่บ้านอูมฮวม คันละ 600 บาท ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง ซึ่งเวลาถึงทางที่ชันมาก ๆ คนจ้างที่ซ้อนท้ายไปก็ต้องลงมาช่วยดันรถมอเตอร์ไซต์ให้ขึ้นเขาด้วย ก็สนุกไปอีกอย่างหนึ่งแต่ช่วงหน้าฝนจะเข้าลำบากพอสมควร หรืออาจเข้าไม่ได้เลย

เส้นทางที่สามสำหรับเส้นทางสุดท้ายเป็นเส้นทางบนเขาผ่านทางหมู่บ้านหนองหลวงของอำเภอแม่ระมาด เดินทางด้วยรถโฟร์วิลล์ ประมาณ 5 ชั่วโมง (เส้นทางนี้สามารถทะลุถึงอำเภออมก๋อยจังหวัดเชียงใหม่ได้)

26 เม.ย. 2553

เดินป่า วิธีการเดิน สำหรับนักเดินมือใหม่



การเดินป่า วิธีการเดินป่า สำหรับนักเดินมือใหม่
ในการเดินป่าย่อมจะมีจุดหมายปลายทางที่เรากำหนดไว้ว่าจะต้องไปให้ถึง แต่บางครั้งการเดินทางสู่จุดหมายอาจจะมีทางเลือกให้เดินหลายเส้นทาง แต่เราควรจะพิจารณา ถึงหลัก 3 ประการคือ ความปลอดภัย ความสะดวกในการเดินทาง และระยะทางซึ่งทั้ง 3 ประการนี้ เราจะต้องนำมาพิจารณาเข้าด้วยกัน เพื่อหาเส้นทางที่เหมาะสมในการเดินทาง แต่ทว่าในเส้นทางนั้นอาจมีอุปสรรค สิ่ง กีดขวาง หรือภูมิประเทศที่แตกต่างกันออกไป เราจึงมีข้อแนะนำถึงวิธีการเดินผ่านภูมิประเทศต่าง ๆ ดังนี้
การเดินทางตามสันเขา ... โดยทั่วไปแล้วเส้นทางเดินบนสันเขาจะเดินได้ง่ายกว่าการเดินตามหุบเขา ทางเดินของสัตว์มักจะผ่านไปบนสันเขาบ่อย ๆ และสัตว์ต่าง ๆ อาจจะใช้เส้นทางนี้ในการเดินก็ได้ นอกจากนี้บนสันเขามักจะมีต้นไม้หรือพันธุ์พืชต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคกีดขวางการเดินขึ้นอยู่น้อยมาก แต่จะมีจุดสูง ๆ ที่เราสามารถขึ้นไปสังเกตภูมิประเทศเบื้องล่างได้อีกด้วย การเดินบนสันเขาจะช่วยให้เราประหยัดพลังงานได้เยอะทีเดียว เพราะเราไม่ต้องปีนขึ้นปีนลงหรือลุยข้ามลำน้ำ ลำห้วย ดังจะเห็นได้จากชาวเขาที่มักชอบเดินตามสันเขาและมักจะเลี่ยงที่สูงชันหรือหุบเหว แต่การเดินบนสันเขาก็จะมีปัญหาอยู่บ้างเหมือนกัน คือ บนสันเขามักมีหลายเส้นทางทับกันอยู่อย่างสับสน อาจจะทำให้หลงทางได้ง่าย ดังนั้นจึงควรต้องทำการตรวจสอบทิศทางกับเข็มทิสหรือด้วยวิธีอื่นอยุ่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อจะได้ไม่เสียเวลาในการหลงทาง
การเดินทางตามลำห้วย ...ในบริเวณริมลำห้วยต่าง ๆ จะมีความชื้นสูง ทำให้มีพันธุ์ไม้รกทึบยากแก่การเดินทาง ดังนั้นการเดินทางจึงมีความลำบากและเป็นไปอย่างล่าช้า บางแห่งเป็นปลักโคลน ทำให้พืชที่เป็นเครือเถาขึ้นอยู่หนาแน่น รวมทั้งพืชที่ทำให้คัน เช่น หมามุ่ยชอบขึ้นอยู่ด้วย หากจะต้องเดินในลำน้ำควรจะต้องระวังความลื่นที่เกิดจากก้อนหินกับตะไคร่น้ำที่เกาะอยู่ หินทรายในน้ำมักจะลื่น แต่ถ้าเป็นหินอัคนีก็จะมีความลื่นมาก จึงไม่ควรเดินในลำน้ำที่มีหินอัคนีเป็นพื้น เพราะจะทำให้ลื่นได้ง่ายมาก ในบริเวณป่าห่างจากชุมชนไม่นานนัก ตามริมลำห้วยมักจะมีทางเดินของชาวบ้านที่มาหาปลาอยู่ด้วยเสมอ แต่จุดที่จะใช้ตรวจสอบกับแผนที่ได้ก็คือ หน้าผาริมน้ำหรือริมห้วยต่าง ๆ การเดินทางตามลำห้วย มีข้อดีตรงที่เราสามารถหาน้ำและอาหารเพื่อบริโภคได้ง่าย นอกจากนี้ยังต้องระวังงูซึ่งมักอยู่ใต้หลืบหินและขอนไม้ ต้นไม้ริมน้ำด้วยนะครับ
การเดินทางตามชายฝั่งทะเล ...โดยปกติตามชายฝั่งทะเลมักจะมีความยาวและอ้อมโค้ง แต่นั่นก็เป็นแนวหลักที่ดีที่สุดในการหาทิศและยังหาอาหารได้ง่ายอีกด้วย ชายฝั่งทะเลที่เป็นหาดทรายหรือว่าชะง่อนหิน ก็จะมีความสะดวกในการเดินทางพอประมาณ แต่หากเป็น หาดเลนที่มีป่าเลนน้ำเค็มขึ้นอยู่ จะเป็นอุปสรรคที่กีดขวางการเดินทางเป็นอย่างยิ่ง ควรที่จะหาทางเดินอื่นหลีกเลี่ยงไป
การเดินทางในป่าทึบ ...การเดินทางในป่าทึบนั้นจะต้องใช้ความระมัดระวังมากที่สุด และนักเดินป่าที่ดีนั้นย่อมเป็นผู้ที่รู้จักใช้เสียงในเวลาที่จำเป็นเท่านั้น ในการเดินป่า เราจะต้องใช้ประสาทสัมผัสทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น หู ตา จมูก และสัมผัสที่เราต้องใช้ให้น้อยที่สุดคือ เสียง ที่จะต้องใช้ในตอนหยุดพัก ในแต่ละชั่วโมงหรือเมื่อมีเหตุจำเป็นจริง ๆ เท่านั้น ดังนั้นนักเดินป่าที่ดีจึงต้องฝึกตนเองให้มีความสามารถเดินผ่านป่ารกทึบอย่างเงียบ ๆ ได้อยู่เสมอ โดยจะค่อย ๆ แหวกต้นไม้ไป ซึ่งอาจจะมีโอกาสได้พบเห็นสัตว์ป่าได้อีกด้วย ต้องระวังอย่าให้กิ่งไม้ครูดเป็นแผลหรือถลอกฟกช้ำ และระวังอย่าเดินหลงทางจะทำให้เสียกำลังใจ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ควรต้องจดจำเอาไว้ อย่า ใสใจกับต้นไม้ พุ่มไม้ที่อยู่ตรงหน้าเรามากนัก ให้ใช้สายตามองออกไปไกล ๆ อย่าสักแต่ว่ามองดูป่า จงมองให้ทะลุปรุโปร่ง ควรจะหยุดเดินบ้างเป็นครั้งคราว สำรวจดูตามพื้นดิน คอยเงี่ยหูฟังเสียงต่าง ๆ และสังเกตทิศทางเอาไว้ให้ดี ๆ ในพื้นที่ ๆ มีต้นไม้ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น ควรใช้มีดตัดป่าตัดเป็นช่องพอที่จะเดินผ่านไปได้เท่านั้น การ ตัดไม้ด้วยมีดควรใช้มีดฟันเฉียงขึ้นหรือเฉียงลงอย่างรวดเร็ว จะทำให้เกิดเสียงเบากว่าการฟันอย่างช้า ๆ เพราะนอกจากจะเป็นการทำลายพันธุ์แล้วยังก่อให้เกิดเสียงดังได้ยินไปก้องป่า
สัตว์ป่ามักจะใช้เส้นทางด่านสัตวืในการเดิน ทางด่านสัตว์นี้มักคดเคี้ยว วกวน แต่ก็จะนำเราไปสุ่แหล่งน้ำหรือที่โล่งได้ ถ้าเราจะเดินตามต้องตรวสอบให้แน่ใจเสียก่อนว่าเป็นทิศทางเดียวกับที่เราต้องการไป โดยหมั่นตรวจสอบทิศทางอยู่เสมอเมื่อเดินไปตามทิศทางนั้น
เมื่อจำเป็นที่จะต้องปีนต้นไม้เพื่อสังเกตการณ์หรือเก็บอาหารต้องลองตรวจสอบดูเสียก่อนว่ากิ่งไม้
ข้อแนะนำก่อนการเดินป่า จากข้อมูลพื้นฐานในหนังสือแหล่งท่องเที่ยวครับ
วางแผนเรียบร้อย ไปจนถึงที่เริ่มเดินเท้าแล้ว เราจะต้องตรวจดูความเรียบร้อยของเครื่องแต่งกายและอุปกรณ์ทุกชิ้นก่อนว่าอยู่ครบถ้วนหรือไม่ โดยปกติแล้วเมื่อเก็บข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ลงในเป้หลังแล้ว จะพบว่าข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ จะมีที่ที่เหมาะสมของมันอยู่แล้วตามช่องเป้หลังต่าง ๆ เมื่อท่านเริ่มเดินป่าไปหลาย ๆ ครั้ง ทุกอย่างก็จะเข้าที่ไปโดยอัตโนมัติ แต่ช่วงแรกควรถามผู้ที่เคยมีประสบการณ์มาก่อน จะทำให้เราได้รับความรู้และประโยชน์มากที่สุด ก่อนจะเริ่มเดินทางสัก 30 นาที ขอให้ดื่มน้ำให้อิ่มและเติมน้ำในกระติกให้เต็ม เพราะน้ำเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เราต้องเก็บไว้ใช้ และขอแนะนำว่าให้นำอาหารแห้งเช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหรืออาหารกระป๋องและข้าวสารใสไปในสัมภาระส่วนตัวของคุณสัก 1 ชุดไว้ก่อนเสมอ ในกรณีที่มีคนหาบสัมภาระให้ แต่ถ้าหากไม่มีคนหาบก็ขอให้แบ่งอาหารกระจายไปในกลุ่มโดยทั่วถึงกันเป็นชุด ๆ เผื่อว่าในกรณีที่พลัดหลงกันจะได้มีอาหารรับประทานกันทุกคน และอีกอย่างหนึ่งที่จะละเลยกันไม่ได้ก็คือ การศึกษาเส้นทางที่เราจะเดินทางไป เพราะในบางครั้งอาจมีลำธารมาขวางกั้น หรืออาจมีป่าทึบมากจนไม่สามารถ ผ่านไปได้ ทำให้เราต้องเปลี่ยนทิศทางในการเดิน หรือถ้าคุณต้องการเดินทางไปให้ถึงหมู่บ้านของชาวบ้านท้องถิ่นให้เดินลำะารและแม่น้ำ เพราะชาวบ้านมักจะอาศัยอยู่ตามริมแม่น้ำชุมทางแม่น้ำทุกแห่ง มักจะเป็นเส้นทางการคมนาคม และประกอบการค้าของชาวบ้านเสมอ เพื่อเป็นการเตรียมตัวในการผจญภัยให้เต็มที่ จึงควรตรวจดูแผนที่และทิสทางก่อนที่จะเริ่มออกเดินทางด้วย
เมื่อทุกอย่างได้เตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางแล้ว เราก็เริ่มออกเดินทางกันได้เลย ในการเดินทางนั้นควรจะเดินไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องเดินทางเป็นเส้นตรงเลยทีเดียว เมื่อพบว่าจะมีสิ่งกีดขวาง ก็ให้พยายามใช้วิธีหลีกเลี่ยงเพื่อเป็นการออมกำลังไว้ จึงไม่ควรใช้กำลังฝ่าอุปสรรคนั้นเข้าไปโดยไม่จำเป็น เช่น เดินหลบเลี่ยงไปสักหน่อยดีกว่าที่เราจะต้องใช้กำลังบุกฝ่าป่าที่รกทึบเข้าไป เพียงเพราะมองเห็นแค่ระยะทางสั้นกว่า และในการเดินป่าไม่ควรเดินอย่างรีบร้อน แต่ควรเดินพิจารณาไปอย่างช้า ๆ และมองดูสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัวอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันสัตว์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ตามทางเดิน ตลอดเวลาของการเดินทางต้องใช้ความระมัดระวังให้เป็นพิเศษ อย่าเดินด้วยความซุ่มซ่าม เพราะจะทำให้เกิดการฟกฟ้ำดำเขียวหรือบาดแผลขึ้นกับตัวเราได้ ต้องฝึกตัวเองให้เป็นคนที่มีสายตาว่องไว และคุ้นเคยกับสภาพของป่า นั่นคือการหัดสังเกตสิ่งที่กีดขวางให้ดีเสียก่อน ซึ่งการใช้สายตาในการสังเกตจะใช้ 2 ลักษณะคือ
1. ใช้สายตามองแบบกว้าง ๆ เมื่อตอนแรกที่เรามองป่า ก็มองสภาพทั่ว ๆ ไปของป่า ก้มองสภาพทั่ว ๆ ไปของป่า กวาดสายตาไปอย่างรวดเร็วให้ทั่วบริเวณนั้น เก็บสภาพทั่ว ๆ ไปของบริเวณนั้นเอาไว้ก่อน เช่น ลักษณะของป่า ลักษณะของกลุ่มไม้ แนวเส้นทาง ฯลฯ
2. ใช้สายตามองเฉพาะจุด เมื่อเรามองสภาพทั่ว ๆ ไป ของป่าแล้ว จากนั้นให้มองพิจารณาจุดเด่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น ต้นไม้มีขนาดใหญ่หรือมีสีสันที่แปลกออกไปจากต้นอื่น ๆ ที่สังเกตและจำได้ง่าย นักเดินป่าที่ดีไม่ควรใช้เสียงในการเดินทาง หากจำเป็นก็ขอให้เสียงที่ใช้นั้นเบาที่สุดและน้อยครั้งที่สุด ใช้ประสาททั้งหมดจดจ่ออยู่กับธรรมชาติให้มากที่สุด ทั้งประสาทตา ประสาทหูและประสาทจมูก ควรทำการตรวจสอบทิศทางในการเดินทางอยู่เสมอ คือควรจะรู้ว่าตัวเราและคณะกำลังมุ่งไปทิศทางใดบ้าง เช่น มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกบางครั้งก็หักเหไปทางตะวันออกเฉียงเหนือบ้างเล็กน้อย พอหยุดพักก็หมั่นตรวจสอบกับแผนที่ จะทำให้เราสามารถคาดคะเนได้ว่า เราอยู่ตรงจุดใดของพื้นที่ ซึ่งจะทำให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดและถูกต้องที่สุด เมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์ ที่เราคาดไม่ถึง
เมื่อการเดินทางของเราจะต้องเดินตามลำห้วย จะต้องใช้ความระมัดระวังให้ดี ขอแนะนำว่าห้ามถอดรองเท้าเดินในลำห้วยเพราะอาจจะทำให้เท้าบาดเจ็บ ซึ่งจะทำให้กลายมาเป็นอุปสรรคในการเดินป่า จึงควรยอมให้รองเท้าเปียกจะดีกว่า เนื่องจากในลำน้ำอาจมีหอยที่เปลือกบางแตกบาดเราได้ แม้ว่าจะช่วยทรงตัวได้ดีกว่าบ้างก็ตาม ในขณะเดินป่าควรป้องกันอันตรายจากแมลงต่าง ๆ โดยการสวมเสื้ออยู่ตลอดเวลา อย่าถลกแขนเสื้อขึ้นถ้าไม่ได้อยู่ในที่โล่งแจ้งที่มีอากาศโปร่งสบาย จงพยายามปกปิดทุกส่วนของร่างกาย ในการเดินป่าถ้าพบกิ่งไม้ที่เป็นราหรือหญ้าเขียว ที่เป็นฝอยที่เกิดขึ้นทั่วไป ควรจะเดินหลีกเลี่ยงเพราะหากว่าเราเดินเหยียบอาจจะทำให้ลื่น จนถึงขั้นหกล้มได้ ในกรณีที่เกิดการพลัดหลงกันอย่าได้ตะโกนเรียกหากันโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้เหนื่อยเปล่า อีกประการหนึ่งก็คือการกู่เรียกโดยไม่รู้ถึงวิธีการ ที่ถูกต้องนั้นจะยิ่งทำให้ยิ่งหลงทิศหนักเข้าไปอีก ควรจะใช้วิธีการเคาะหรือตีต้นไม้สูง ๆ ด้วยท่อนไม้ เพราะจะทำให้เกิดเสียงได้ยินก้องไปไกลกว่าเสียงก้องตะโกน ในเวลากลางคืนสัตว์ป่าทั้งหลายจะเดินตามลำห้วยและตามสันเขา ดังนั้นเราควรจะอยู่ให้ห่างจากบริเวณดังกล่าว หากจะเดินทางออกไปจากที่พักและมีความต้องการที่จะเดินกลับเข้ามาอีกในภายหลังควรจะต้องทำเครื่องหมายไว้ตามทางที่เดินไปให้เห็นอย่างชัดเจนเพื่อที่จะสามารถกลับที่พักได้อย่างถูกต้องและไม่พลัดหลง ในการเดินทางข้ามลำห้วยคนที่ว่ายน้ำไม่เป็น ควรเดินข้ามคู่ไปกับคนที่ว่ายน้ำเป็น เพื่อที่จะได้ช่วยดูแลช่วยเหลือกันได้ เพราะคนที่ว่ายน้ำไม่เป็นมักจะตื่นกลัวแม้ว่าน้ำไม่ลึกนัก ยิ่งถ้าข้ามรวมเป็นกลุ่มเดียวกันแล้วก็จะมีปัญหาเพิ่มมากยิ่งขึ้น ในการข้ามลำห้วยหรือลำธารถ้าน้ำไม่ลึกมากนักเพื่อความปลอดภัยของตัวเรา ควรใช้เชือกขึงข้ามลำธารไว้พยุงตัวไม่ให้ลื่นล้ม เพื่อเป็นการป้องกันที่ดีอีกวิธีหนึ่ง แน่นอนอยู่แล้วว่าการใช้ชีวิตอยู่ในป่าและในเมืองก็ตาม ร่างกายของคนเราก็ต้องมีความต้องการอาหารและน้ำเป็นธรรมดา แต่เมื่อเราอยู่ในป่า อาหารและน้ำคงจะหาไม่ได้ง่าย ๆ เหมือนกับเราอยู่ในเมือง ดังนั้นการแสวงหาอาหารในป่า จึงเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจให้ละเอียดเพราะหากว่าเราไม่มีความรู้จริง การนำพืชบางชนิดมาเป็นอาหาร จะก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายจากอาหารเป็นพิษได้ เราจึงแนะนำวิธีการแสวงหาอาหารในป่าโดยใช้น้ำและพืชที่จะนำมาเป็นอาหาร เพื่อที่จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ในป่าได้อย่างไม่อดอาหาร
ร่างกายของคนเรามีความต้องการน้ำวันละ 2-5 ลิตร แต่ไม่ใช่ว่าน้ำทุกชนิดจะปลอดภัยสำหรับดื่ม การแสวงหาน้ำในฤดูฝนไม่มีความลำบากมากนัก เพราะน้ำฝนมักจะมีขังอยู่ทั่ว ๆ ไป ตามลำธารและแอ่งน้ำ และถึงแม้ว่าตามลำธารจะไม่มีน้ำขังอยู่ แต่เราจะสามารถขุดบ่อลงไปในบริเวณพื้นที่ที่มีน้ำและในลำห้วยตามท้องธารหรือหุบเขาก็จะได้น้ำกินและน้ำใช้ตามที่ต้องการ แต่สำหรับฤดูแล้งการแสวงหาน้ำ อาจจะมีความยากลำบากและยุ่งยากมากพอสมควร แต่เราก็ยังพอมีวิธีในการแสวงหาน้ำอยู่ดังนี้
1. สอบถามชาวบ้านถึงแหล่งน้ำ เพื่อเป็นการสะดวกควรให้ชาวบ้านที่รู้ว่ามีแหล่งน้ำที่ใดนำทางหรือชี้บอกทางให้
2. หาตามหุบเขา,ซอกหิน หน้าแล้งจะสังเกตเห็นว่าต้นไม้ ต้นหญ้าบนภูเขาเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและแห้งกรอบ ให้เราสังเกตที่หุบเขา ถ้าพบว่าหุบเขาใดมีต้นไม้เขียวชอุ่มตลอดปี ก็ให้เราไปหาน้ำตามหุบเขานั้น ซึ่งจะมีน้ำไหลซึมออกจากซอกหินตลอดปี
3. ขุดลำะารที่น้ำแห้งใหม่ ๆ ทำเป็นบ่อเล็ก ๆ ลึกลงไป ก็จะพบเจอน้ำตามที่เราต้องการ
4. หาจากเถาวัลย์ ผลไม้ ต้นไม้ เถาวัลย์น้ำจะขึ้นอยู่ตามพื้นที่แห้งแล้งเป็นส่วนมาก เช่น สะแกเถาว์,เถานางนูน,หวาย และต้นไม้ต่าง ๆ เช่น ต้นพลวง ,ต้นกล้วยป่า,รวมทั้งน้ำจากผลไม้และ ต้นไผ่ก็ใช้ดื่มได้ทั้งนั้น
5. ใช้อุปกรณ์ที่นำติดตัวไปทำเครื่องกักไอน้ำ เช่น เสื้อกันฝนหรือพลาสติคก็ได้ โดยเมื่อเข้าไปในพื้นที่ที่แห้งแล้งและเป็นพื้นที่โล่งแจ้งปราศจากต้นไม้ ให้ขุดหลุมกว้าง 3 ฟุต ลึกประมาณ 18 นิ้ว เอาก้อนหินใส่ลงไปก้นหลุม หาภาชนะรองน้ำไว้ตรงกลางหลุม เอาพลาสติคคลุมปากหลุมแล้วเอาดินกลบไว้รอบ ๆ ตรงกลางเอาก้อนหินวางไว้เพื่อถ่วงให้เป็นรูปกรวย เมื่อความร้อนจากดวงอาทิตย์ เผาก้อนหินและดินในหลุม ความชื้นที่มีอยู่จะระเหยเป็นไอขึ้นมากระทบกับพลาสติคมากเข้าก็จะกลายเป็นหยดน้ำไหลไปยังภาชนะที่เราเตรียมไว้รองรับเพื่อนำน้ำขึ้นมาใช้บริโภคต่อไป
การหาน้ำในป่า เพื่อใช้ดื่มและประกอบอาหาร ... เมื่อเราเดินทางเข้าไปในป่าโดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นโขดเขาทุรกันดาร น้ำดื่มจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก เนื่องจากการเดินทางในป่าจะทำให้ร่างกายสูญเสียเหงื่อ จึงต้องการความชุ่มชื้นและเสริมพลังอยู่บ่อย ๆ ดังนั้นสิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่จะตามมาก็คือ วิธีการหาน้ำและจะทราบได้อย่างไรว่าน้ำชนิดใดที่ดื่มเข้าไปแล้วจะไม่มีอันตรายต่อร่างกาย เราอาจต้องเดินตะลุยเข้าไป ในป่าที่มีความแห้งแล้งหรือบนภูเขาสูงเป็นระยะทางไกล ๆ แต่ไม่พบว่ามีแหล่งน้ำ หรือเราอาจจะอยู่ในบริเวณที่มีน้ำมากแต่น้ำนั่นอาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย เมื่อเราดื่มเข้าไปจะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ หากเราได้ มีการเรียนรู้ถึงการดำรงชีพในป่า ปัญหาเหล่านี้เราก็จะสามารถแก้ไขปัญหานั้นได้ ซึ่งในขั้นแรกเราจะต้องรู้จักกับพืชพันธุ์ต้นไม้ที่มีน้ำที่เราสามารถดื่มได้อย่างปลอดภัย ขั้นต่อไปต้องรู้จักวิธีป้องกันเมื่อจะดื่มน้ำ ในลำห้วยหรือแหล่งน้ำอื่น ๆ ในป่า โดยคำนึงถึงช่วงเวลาหรือฤดูกาลของปีและสภาพพื้นที่ท้องถิ่นนั้น ๆ เมื่อเรามีความรู้เกี่ยวกับพืชที่ให้น้ำแล้ว ปัญหาเกี่ยวกับการหาน้ำดื่มไม่ได้ก็จะหมดสิ้นไป ซึ่งพืชที่ให้น้ำนั้นมี มากมายหลายชนิดแต่บางชนิดก็ไม่ปลอดภัย....
1. ไม้แหง ต้นไม้พวกแหงนี้ เราจะพบในป่าที่แห้งแล้งไม่มีน้ำ แต่ต้นไม้แหงจะมีน้ำ ต้นแหงหนุ่ม ๆ ที่มีโคนในราว 4 นิ้ว จะให้น้ำได้ดีที่สุด วิธีการก็คือตัดตรงโคนก่อนแล้วจึงตัดยอดปลายออกโดยให้ลำต้นยาวประมาณ 6 ฟุต แล้วคว่ำปลายลงจากนั้นจึงเอาภาชนะที่เตรียมไว้หรือปล้องไผ่ก็ได้รองรับน้ำจากต้นแหง น้ำในต้นไม้แหงจะหยดลงมาด้วยกรรมวิธีแบบนี้ ต้นแหงแต่ละต้นจะสามารถให้น้ำเต็มถ้วยได้ภายในไม่กี่นาที รสชาติของน้ำที่ไหลออกมาจากลำต้นแหงอาจจะไม่เหมือนกับน้ำบ่อหรือน้ำประปา และเป็นแหล่งน้ำที่แน่นอนมีความปลอดภัยที่สุดในบรรดาต้นไม้อื่น ๆ ที่อยู่ในพื้นที่แห้งแล้ง
2. ไม้ก่อเดือย ต้นก่อเดือยจะเจริญเติบโตและขึ้นอยู่ในที่สูง วิธีการเอาไม้จากไม้ก่อเดือย ก็ใช้วิธีการเดียวกับไม้แหง น้ำจากไม้ก่อเดือยปราศจากรสชาติ แต่ก็มีความปลอดภัย ไม้ก่อเดือยจัดเป็นต้นไม้ที่สำคัญชนิดหนึ่ง บางครั้งเราอาจจะพบในทุ่งปศุสัตว์ที่กันดารและขาดแคลนน้ำโดยเฉพาะในฤดูแล้ง
3.กล้วยป่า กล้วยป่าทุกชนิดจะให้น้ำที่ปลอดภัย แม้ว่ารสชาติของน้ำที่ได้จะไม่ดีนัก แต่ก็ใช้ในการดื่มและประกอบอาหารได้ วิธีการเอาน้ำจากต้นกล้วยก็ไม่ยากนัก ขั้นแรกก็คือตัดต้นกล้วย แล้วลอกเอาเปลือกออกเป็นกาบ ๆ แล้วเอากาบกล้วยนั้นมาบีบคั้นเหมือนกับการที่เราซักผ้าแล้วบิดผ้าออกตากแล้วน้ำก็จะหยดลงใส่ภาชนะที่เราเตรียมไว้สำหรับรองรับน้ำ ดงกล้วยป่าเราจะสามารถมองเห็นได้แต่ไกล ซึ่งดงกล้วยป่าสามารถให้ประโยชน์แก่นักเดินป่า ผจญไพรได้หลายข้อเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการใช้ใบตองมุงหลังคา ผลของกล้วยป่าก็ใช้รับประทานเป็นอาหารและสามารถให้น้ำสำหรับดื่มและประกอบอาหารได้อีกด้วย
4. ไม้ไผ่ ในป่านั้นพืชที่ให้น้ำบริสุทธิ์ที่สุดคือไม้ไผ่ แต่จะหาต้นไม้ที่มีน้ำในลำปล้องนั้นยากมาก จะต้องหาจากต้นไผ่ที่งอกขึ้นมาได้อายุประมาณ 1 ปี ซึ่งจะสังเกตได้จากลำต้นของมันที่เขียวงามผิดกับต้นแก่ที่จะมีจุดเป็นดอกดวง อนึ่งต้องหาต้นไผ่ที่มีหนอนไชรุตรงปลายต้นเมื่อมันยังเพิ่งแตกหน่อเพราะต้นไผ่แบบนี้จะมีน้ำ แต่ในการการเลือกหาต้นไผ่ที่มีน้ำก็ต้องระมัดระวังอย่างหนึ่งคือ ถ้ามีตัวคล้ายวุ้นอยู่ข้างในปล้องไผ่ก็อย่าใช้น้ำนั้นดื่ม เพราะปล้องไผ่ที่มี น้ำสะอาดที่สามารถใช้ดื่มได้นั้นจะต้องมองเห็นน้ำในปล้องไผ่ใสแจ๋ว

23 เม.ย. 2553

เข้าป่ามาหุ้งข้าวโดยใช้หม้อสนามกันดีกว่า


วิธีการใช้หม้อสนาม
ขั้นตอนที่ 1 หาไม้ไผ่ที่สดขนาดพอเหมาะไม่ใหญ่มากถ้าใหญ่มากช่วงตอกลงดินจะไม่แน่นและตอกยาก และเล็กเกินไปจะรับน้ำหนักของหม้อสนามไม่ไหว ทำเป็นเสาตัดปลายเป็นปากฉลามหรือใช้กิ่งไผ่ที่มีกิ่งก้านอยู่แล้วไว้เพื่อวางคาน 2 เสาต้องเป็นไม้ที่สดเพื่อมิให้ไหม้ไฟขณะหุ้งข้าว
ขั้นตอนที่ 2 ตอกเสาไม้ไผ่ให้ห่างกันประมาณ1-1.5 เมตรโดยให้ด้านที่เป็นปากฉลามหรือด้านที่มีกิ่งวางคานได้และเพื่อมิให้เสาถูกไฟไหม้ได้
ขั้นตอนที่ 3 หาคานไม้ไผ่ปกติจะใช้ไม้ไผ่เพราะหาง่ายขนาดพอที่จะรับน้ำหนักหม้อสนามได้หากมีหม้อหลายใบหุ้งพร้อมกันต้องตัดให้ยาวกว่าที่ตอกไว้เพื่อวางเป็นคานหุ้งขาวถ้าหากตอกเสาห่างกัน 1 เมตรต้องตัดคานให้ได้ 1.5 เมตร ถ้าวางเสาห่างกัน 1.5 เมตร ตัดเสาคาน 2 เมตร
ขั้นตอนที่ 4 ก่อไฟระหว่างเสาทั้งสองให้ไฟลุกไหม้ให้เรียบร้อยก่อน
ขั้นตอนที่ 5 ล้างหม้อสนามให้สะอาดใส่ข้าวสาร 1 ใน 4 ของหม้อประมาณเอาก็ได้ครับอย่าใส่ข้าวมากเกินไป จะทำให้ข้าวด้านบนจะไม่สุกหรือสุกๆ ดิบๆ ด้านล่างจะไหม้ ซาวข้าวให้สะอาดใส่น้ำเกือบเต็มหรือตามขีดข้างหม้อสนามบริเวณปากหม้อสนามจะมีขีดข้าง ๆ ใส่ให้น้ำอยู่ในระดับขีดหรือมากกว่าได้นิดหน่อยปิดฝา(หม้อสนามตามที่ซื้อไปมีอยู่ 3 ชิ้น ชิ้นที่ 1 ตัวหม้อสนาม ชิ้นที่ 2 ฝาหม้อปิด ชิ้นที่ 3 ถาดรองหรือจาน) ให้ใช้ฝาหม้อปิดอย่างเดียวไม่ต้องใส่ถาดปิดเพราะถาดนำไปใช้ใส่กับข้าวหรือเป็นจานใส่อาหาร (ถ้าใส่ข้าวน้อยจะไม่พอรับประทานและต้องเสียเวลาหุ้งใหม่ อย่าใส่ข้าวสารถึงครึ่งหม้อมากเกินไป โดยปกติหม้อสนาม 1 ใบเมื่อหุ้งแล้วจะรับประทานได้ถ้าเป็นผู้ชาย 5 คนสำหรับคนเมือง ถ้าผู้หญิงรับประทานได้ 5-7 คน
ขั้นตอนที่ 6 นำหม้อสนามวางใส่คานไม้ตั้งไฟที่ลุกอยู่ ไฟแรงเท่าไรก็ได้ถ้าไฟไม่ลุกหรือไฟไม่แรงพอข้าวจะสุกช้าการหุ้งข้าวด้วยหม้อสนามจะใช้เวลารวดเร็วไม่นานมาก ต่างกับการหุ้งข้าวด้วยวิธีอื่นดังนั้นต้องเฝ้าและดูอยู่ตลอดเวลามิฉะนั้นข้าวจะไหม้ได้
ขั้นตอนที่ 7 ตรวจดูว่าหม้อข้าวเดือดหรือยัง โดยให้สังเกตุและปฏิบัติดังนี้
วิธีที่ 1 หากเป็นช่วงเวลากลางวันที่สามารถมองเห็นได้ตรวจดูว่าหม้อสนามจะมีน้ำล้นออกมาอยู่ตลอดเวลาโดยมีน้ำซาวข้าวสีขาวขุ่นหยดออกจากปากหม้อเมื่อน้ำไม่หยดแล้วให้เคลื่อนหม้อสนามออกจากไฟที่ลุกอยู่โดยใช้ไม้ที่เป็นตะขอเกี่ยวแล้วยกหม้อที่สุกแล้ววางใช้ข้าง ๆ กองไฟเป็นการดงหม้อข้าวเพื่อให้สุกเต็มที่ อย่าใช้มือจับหม้อสนามเด็กขาดเพราะหม้อสนามจะร้อนมากไม่ต้องเปิดฝากหม้อปล่อยไว้อย่างนั้น
วิธีที่ 2 ถ้าเป็นช่วงกลางคืนที่ไม่สามารถมองเห็นน้ำที่ล้นหม้อสนามได้ให้ใช้ไม้ไผ่ที่เป็นกิ่งเล็ก ๆ ขนาด 1-2 ฟุต จิ่มไปที่หม้อสนามที่กำลังตั้งไว้อยู่โดยปกติหากข้าวเดือดไม้ที่ใช้จิ๋มกับหม้อสนามจะสัญญาณสั่นสะเทือนมาที่มือเราก็จะทราบว่าข้าวกำลังเดือดอยู่ซึ่งต้องตรวจดูปล่อย ๆ หากหม้อสนามไม่สั่นสะเทือนให้เลี่อนหม้อสนามออกจากไฟที่กำลังหุ้งข้าว แล้ววางหม้อสนามไว้ข้าง ๆ กองไฟเพื่อให้ข้าวสุกได้เต็มที่แต่วิธีนี้ต้องทำปล่อย ๆ จะเกิดความชำนาญเองหรือใช้ไฟฉายส่องดูบ่อย ๆ ครับ (ทดลองหุ้งอยู่ที่บ้านก่อนน๊ะเดี๋ยวเข้าป่าแล้วจะไม่ได้กินข้าว)

เกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับการนำอาวุธปืนไปน่าสนใจน๊ะ




กองวิจัยและวางแผน ส่วนราชการกรมตำรวจ ที่ 0503 ( ส ) / 27663 วันที่ 30 กันยายน 2525
เรื่อง การปฏิบัติเกี่ยวกับการตรวจค้นบุคคลพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณสถาน
ผบช. , ผบก. , หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่าทุกหน่วยงาน
ตามบันทึก ตร.ที่ 0501 /30476 ลงวันที่ 11 ธันวาคม 2517 กำหนดแนวทางในการปฏิบัติของข้าราชการตำรวจ ให้ใช้ดุลพินิจในการตรวจค้น จับกุมผู้พกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณสถานให้เป็นการถูกต้องตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371 ได้บัญญัติไว้ ต่อมาได้มีคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 44 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 8 ทวิ แห่ง พรบ. อาวุธปืนฯพ.ศ. 2490 ขึ้นอีก ในทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจในปัจจุบันยังคงมีปัญหาเมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจค้นพบบุคคลพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะ โดยมีเพียงใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน ( ป. 4 ) แต่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว ( ป. 12 )ก็มักจะควบคุมตัวมาดำเนินคดีทุกรายไป ทำให้เป็นที่เดือดร้อนแก่ผู้บริสุทธิ์ที่ถูกตรวจค้นและจับกุม เพื่อให้การปฏิบัติของเจ้าพนักงานตำรวจเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและถูกต้อง จึงขอซักซ้อมความเข้าใจในการปฏิบัติเพิ่มเติมดังนี้ ตามบทบัญญัติมาตรา 8 ทวิ แห่ง พรบ.อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 44 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ข้อ 3 กำหนดว่า ห้ามมิให้ผู้ใดพกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว เว้นแต่กรณีต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ไม่ว่ากรณีใดห้ามมิให้พกพาอาวุธปืนไปโดยเปิดเผยหรือพาไปในที่ชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการ การรื่นเริง การมหรสพ หรือการอื่นใด
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า กฎหมายยังคงเปิดโอกาส ให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์นำเอาอาวุธปืนที่ตนมีไว้โดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้พกพาติดตัวไปเพื่อป้องกันตัวและทรัพย์สินได้ ภายในขอบเขตที่กฎหมายให้กระทำได้ตามแนวคำชี้ขาดไม่ฟ้องคดีของอธิบดีกรมอัยการเกี่ยวกับการพกพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้พกพาจากเจ้าพนักงานซึ่งถือว่าโดยสภาพเป็นกรณีที่ต้องมีอาวุธปืนติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ มีแนวทางพอสรุปได้ดังนี้คือ
1. ถ้าได้นำอาวุธปืนใส่กระเป๋าเก็บไว้ในช่องเก็บของท้ายรถ ซึ่งไม่สามารถหยิบใช้ได้ทันทีทันใด
2. เอาอาวุธปืนใส่กระเป๋าใส่กุญแจแล้ววางไว้ในรถซึ่งไม่สามารถหยิบใช้ได้ในทันทีทันใด
3. ไปเก็บเงินจากลูกค้าต่างจังหวัด จำนวนเป็นหมื่นๆ นำติดตัวมาแล้วมีอาวุธปืนได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนแล้ว ใส่ช่องเก็บของหน้ารถยนต์เพื่อป้องกันตัวและทรัพย์สิน
4. ไปเก็บเงินจากลูกค้าต่างจังหวัด นำอาวุธปืนติดตัวมาด้วย โดยแยกอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนออกจากกัน ใส่กระเป๋าเอกสารไว้ที่พนักเบาะหลังรถยนต์
5. ห่ออาวุธปืน และแหนบบรรจุกระสุนปืน ( แมกกาซีน ) แยกออกคนละห่อเก็บไว้ในกระโปรงรถยนต์ซึ่งใส่กุญแจ
จึงแจ้งมาเพื่อทราบและแจ้งให้ข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อใช้เป็นดุลพินิจ
ประกอบการพิจารณาในการปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องนี้ต่อไป
ลงชื่อ พล.ต.ท.ณรงค์ มหานนท์ ( ณรงค์ มหานนท์ )
รองอ.ตร.ปป.ปร.ท.อ.ตร.
ดูเรื่องปืนได้ที่นี่ครับ http://www.gunsandgames.com/
ซึ่งใช้กับปืนสั้นเท่านั้น ปืนยาวไม่มีใบพกพา เก็บให้มิดชิดก็พอ
รวมรวมโดย
ต๋อยแซมเบ้

คำคม สำนวนไทย



การยอมเสียเปรียบผู้อื่น คือ เมตตา = ค้ำจุนโลก

“วัน เวลา ที่ผันผ่าน คือตำนานของเรื่องราว”

"ชีวิตที่สันโดษ เรียบง่าย ย่อมมีความสุขเสมอ"

" ไม่มีความสุขใด ดีไปกว่าการใช้ชีวิต อย่างพอประมาณ "

“หมดความภูมิใจ ก็หมดรัก หมดรักก็ไม่เหลือใจให้กัน”

“คนต่างกับสัตว์ที่ "ความคิด" , คนต่างกับมนุษย์ที่ "ศีลธรรม"
มนุษย์เราจะอยู่เป็นปกติสุขได้ต้องมีดีบ้างเลวบ้างปนกันไป
หากดีเกินไปคนจักริษยา หากเลวเกินไปคนหมู่มากจะรังเกียจ หากจะอยู่ในสังคมทั่วไปอย่างปกติสุขต้องมีดีบ้างเลวบ้างปนกันไป "สมเด็จพุทธาจารย์ (โต พรหมรังสี)"

อัศวิน ผู้แกล้วกล้า ขี่ม้า ใช้ ทวน ถือดาบ
พล ธนู เป็น พวกไร้เกียรติ พวกขี้ขลาด ...
พลปืน ถือเป็นพวกชั้นต่ำ พอกะ พวกสถุล ...

" เพราะสังคม..ประเมินค่า..ที่จนรวย คนจึงสร้าง..เปลือกสวย..ไว้สวมใส่ หากสังคม..วัดค่า..ที่ภายใน คนจะสร้าง..แต่จิตใจ..ที่ใฝ่ดี "
พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า''บรรดาผู้ยิ่งใหญ่ มารเป็นเลิศ''แม้มารจะมีอำนาจยิ่งใหญ่ถึงอย่างนี้ แต่มนุษย์ผู้ฝึกอบรมดีแล้วด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ก็พิชิตมารได้ด้วยคุณธรรมของตน และมนุษย์ที่มีคุณธรรมสูงเช่นนี้ เทพเจ้าทั้งปวงตลอดถึงพรหมย่อมนบไห้ว.

..สิ่งสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า...วันนี้เขาอยู่หรือจากไป
สำคัญที่ว่า...ช่วงที่เรามีเวลาอยู่ด้วยกัน
ขอให้มีความทรงจำที่ดี...ก็เพียงพอแล้ว
อย่างน้อย เราก็ยังมีอะไรดีดีให้นึกถึง
และยิ้มให้ความทรงจำนั้นได้ ...

..กรอบใดกักขังแค่กาย แต่ใจอย่าหมายกั้นได้
โซ่ตรวนรัดรึงตรึงไว้ แต่ใจนั้นใฝ่เสรี..

เพราะฉันจะไป ด้วยหัวใจดวงนี้ สองขาที่มีจะปีนสู่ภูผา
เพราะฉันจะไป ให้เห็นความสุขแท้มันด้วยตา
เมื่อได้มองลงมาเห็นโลกในมุมอีกมุม มันคงช่างงดงาม

ความจริงในใจ ไม่เคยมีใครแทนที่ความรู้สึก ที่ฉันยังมีให้เธอ

วิถีคนกล้า คือการกระทำ ไม่ใช่เพียงแค่คิด
วิถีผู้กล้า กล้าทำ ต้องกล้ารับผิดชอบ.


เบื่อ ๆ อยาก ๆ อยากแล้วก็เบื่อ เบื่อแล้วก็อยาก แต่เกือบทุกครั้ง อยากมากกว่าเบื่อ


หลังจากพายุผ่านไป..ท้องฟ้าสดใสขึ้นทันตา..อุปสรรคนานาก็ผ่านเลยไป..ชีวิตใหม่เริ่มก้าวเดินอย่างทรนง..แข็งแกร่งดุจหมู่เกาะ.....กลางคลื่นลม..

น้ำย่อมตกจากที่สูง เพราะแรงดึงดูดของโลก
มนุษย์ย่อมถูกดึงให้ต่ำได้ เพราะอำนาจจากกิเลสของตนเอง

ชีวิตก็เหมือนการขี่จักรยาน จะสนุกได้มันต้องรู้จักถีบ

ต้นไม้แห่งเสรีภาพ ต้องรดด้วยเลือดของทรราช และผู้รักชาติเป็นครั้งคราว

คนจนๆก็คนทั่วไป ประชาธิปไตย สร้างจากประชาชน

" อดีตไม่ขยัน ปัจจุบันไม่ขนขวาย อนาคตไม่ต้องทำนาย "

"คนเก่งจริงไม่เรื่องมาก คนฉลาดจริงไม่มากเรื่อง"

ก็แค่อยากเห็นโลกให้กว้างไกลกว่าที่เคยเห็น
แค่อยากเป็นคนเดินดินเที่ยวท่องไปในโลกกว้าง

ในโลกกว้าง เราคิดว่าเรารู้อะไรมากแล้ว
แต่เราลืมไปว่าเรายังไม่รู้อะไรอีกมากเสียกว่าที่เรารู้

จะอยู่แบบไร้ค่า
หรือจะยอมเสียสละเพื่อปกป้องบางสิ่ง


ชีวิต คือ ความฝัน
สิ่งสำคัญ คือ เงินตรา
ยอดปราถนา คือความสุข

ไม่รู้พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร มีเพียงแต่วันนี้และตัวเรา ถามตัวเองยังว่าวันนี้มีความสุขรึยัง

อุปสรรคคือสิ่งที่น่าตกใจก็ต่อเมื่อ.....คุณไม่ได้มองไปที่จุดหมายปลายทาง

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือลูก ลำดับรองคือครอบครัว ส่วนตัวลำดับสุดท้าย
เดินหน้าแบบเฉียงๆ ไม่เอนเอียงไปทางไหน
ไม่เร่งรีบจนเกินไป ช้าๆไวๆ ให้พองดงาม

•• ปัจจุบันเป็นผลของอดีต และเป็นเหตุของอนาคต ••

"แผ่นดินนี้ ปู่ย่า ตายายสร้าง เคยทอดร่าง ลงถมถิ่น แผ่นดินแม่
ขอลูกไทย รักษามั่น ไม่ผันแปร เป็นไทยแท้ มิใช่ไทย แต่ในนาม"
คำขวัญพระราชทานเนื่องในวันแม่แห่งชาติ ปี 52

H had มี
A unceasingly ไม่หยุดหย่อน
S shame ละอาย
B but แต่
A annoyance น่าลำคาญ
N no ไม่
D dispute โต้เถียง
รวมความก็คือ
hate dispute but seek unceasingly annoyance,no shame
แปลไทยได้ความว่า
เกลียดการทะเลาะแต่ชอบหาเรื่องรำคาญใจมาให้ไม่หยุดหย่อนและไม่มีความละอายใจ

พ...........พึ่งพาอาศัยกันในยามเดือดร้อนได้
ว............ไว้ใจได้ซึ่งกันและกันเชื่อมั่นจริงใจ
ก............มีความเกรงใจกันไม่ทำให้เดือดร้อน

และสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด

"ชีวิตไม่ใช่เทียนที่ดับแล้วจุดใหม่ได้ จงพึงรักษาไว้ให้นานที่สุด"

โขนมีเฉพาะในละครหรือเป็นเรื่องจริง



โลกและปรัญญาชีวิตกับความเป็นจริง
ในโลกแห่งความเป็นจริง และการแข่งขันในทุก ๆ ด้าน เพื่อการดำรงชีวิตในภาวะเศษฐกิจปัจจุบันดังนั้นจึงอยากให้ทุกคน รองหันมาดูตัวเองเสียบ้าง มนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักร เครื่องจักยังมีการเสื่อมสลายไปตามสภาพ โดยขณะที่ทุกคนดูแลรถยนต์ป้ายแดงมากกว่าดูแลตัวเองเสมือนชีวิตของเราได้มาฟรี ๆ เลยลืมคิดไปว่าจะต้องดูแลตัวเองให้มากกว่าดูแลรถยนต์ ชีวิตเรายืนยาวกว่าของที่อยู่ภายนอกร่างกาย หรือของใช้มากมายนัก
เราทำงานหนักก็พักเสียงบ้าง ร่างกายเราก็ไม่ต่างกับสิ่งของเครื่องใช้ย่อมมีการเสื่อมสลายลง คงไม่ต้องรอให้สลบคาโต๊ะทำงานถึงจะหยุดทำได้ เมื่อพ่อแม่ให้เรามาครบ 32 ต่อไปก็คงเป็นหน้าที่ของเราเองที่จะต้องดูแลร่างกายของเราต่อไป สนใจกับร่างกายเราบ้าง ไม่จำเป็นต้องสวยด้วยเครื่องสำอาง เหล่อ เท่เพราะเสื้อผ้าเครื่องประดับ ขอเพียงดูแลร่างกายให้สะอาด ขอให้ใส่เสื้อผ้า ของประดับอะไรก็ดูดี ตลอดจนการจัดระเบียบวินัยให้กับชีวิตบ้าง ออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายได้สมบูรณ์ ไม่ใช่รับผิดชอบในการงานดีแต่ไม่ดูแลตัวเอง รองคิดดูเราอยู่ที่ทำงานมากกว่าอยู่บ้าน กับเพื่อนร่วมงานไม่มีการแบ่งชั้น วรรณะ ทุกคนมีความสำคัญในการทำงานเหมือน ๆ กันหมด เพียงแต่รับผิดชอบหน้าที่ของเราให้ดูที่สุดเท่านั้นเป็นพอ ขอเพียงแต่รักษาและเคารพมารยาทในการอยู่ร่วมกับสังคมการทำงานร่วมกัน ซึ่งไม่ว่าการทำงานอะไรก็ตามเราต้องทำตัวให้อยู่ได้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ ไม่ใช่อยู่อย่างเอาตัวรอด ตัวใครตัวมัน เรียกง่าย ๆ ว่าเห็นแก่ตัว เพราะการเอาตัวรอดไม่ใช่วิถีทางที่ถูกต้องกับทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีอะไรหรอกที่จะราบรื่นอย่างที่วาดฝัน ไม่มีสิ่งใดได้มาโดยไม่ต้องมีการสูญเสีย การสูญเสียอาจทำให้ได้บางสิ่งกลับมาหรือเพื่อแรกกับคำว่า“เสียใจด้วยนะ” ไม่มีใครอยากได้ยินคำ ๆ นี้ หรือการแสดงออกจากผู้คนรอบข้าง สิ่งนี้อยู่ที่ว่าจะมีการแก้ไขให้มันดีได้อย่างไร แม้ว่าจะไม่หมดไปแต่ก็ได้มีความคิด และได้ทำ ไม่ใช้แค่คิดแต่ไม่ทำหรือทำแต่อย่าให้มันเลวลงเท่านั้นเป็นพอ บางคนเกิดมาใกล้ตายยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร เพราะติดอยู่กับ “ความหลง กับหัวโขนที่มีผู้นำมาใส่ให้ไว้” จึงอยากให้ทุกคนรู้จักคำว่า “พอ” อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิต ความสุข หรือจุดสุดท้ายของชีวิตก็เป็นได้
ต๋อย
24/7/2552

เรื่องของชีวิตที่ทุกคนต้องหันมาดูบ้าง



เรื่องมีอยู่ว่า.....
ชายคนหนึ่งเคยลงโทษลูกสาววัย 5 ขวบของเขา
เพราะนำเงินไปซื้อกระดาษห่อของขวัญสีทองม้วน
หนึ่งซึ่งมีราคาแพง

ในขณะที่การเงินที่บ้านฝืดเคือง และเค้าก็อารมณ์เสียอีกครั้งเมื่อลูกสาวของเขานำกระดาษสีทองราคาแพงนั้น มาห่อกล่องของขวัญเพียงเพื่อตกแต่งไว้ใต้ต้นคริสต์มาส แต่กระนั้น...ลูกสาวตัวน้อยก็ได้มอบกล่องของขวัญนั้นให้พ่อของเธอในเช้าวันรุ่งขึ้น และพูดว่า ' นี่สำหรับพ่อค่ะ ' พ่อของเธอกระอักกระอ่วนกับอาการที่ได้แสดงออกไปก่อนหน้านี้
แต่แล้วความโกรธก็ได้พุ่งพล่านขึ้นอีกครั้งเมื่อ
เขาพบว่ามันเป็นเพียงกล่องเปล่า
เขาพูดด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดว่า

' ลูกไม่รู้จริงๆอย่างนั้นหรือว่าการจะให้ของขวัญใคร
มันจะต้องมีอะไรอยู่ในกล่องของขวัญด้วย ? '
เด็กน้อยมองไปที่พ่อของเธอด้วยน้ำตา
และพูดว่า ' โอ...พ่อจ๋า มันไม่ใช่กล่องเปล่าเลย หนูเป่าจูบเข้าไปจนเต็ม '

ชายคนนั้นสะอึก ตัวชาด้วยความเสียใจ
เขาทรุดตัวลงแล้วโอบกอดลูกสาวไว้แน่น

เขาขอให้ลูกสาวยกโทษให้เขา
กับท่าทางโกรธเกรี้ยวเกินเหตุของเขา

ต่อมาไม่นานอุบัติเหตุก็ได้คร่าชีวิตลูก
สาวของชายคนนั้นไป

และว่ากันว่าเขาเก็บกล่องของขวัญสีทองล้ำค่านั้น
ไว้ข้างเตียงตลอดชีวิตของเขาเลยทีเดียว

และเมื่อใดก็ตามที่เขารู้สึกท้อแท้ใจ
หรือต้องเผชิญกับปัญหาที่ยากเย็นแสนเข็น เขาจะเปิดกล่องใบนี้

เพื่อหยิบจูบในจินตนาการขึ้นมาหนึ่งจูบ
แล้วรำลึกถึงความรักของลูกน้อย ที่ได้ใส่จูบนั้นไว้ให้เขา


ในความเป็นจริง ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
พวกเราทุกคนล้วนได้รับกล่องของขวัญสีทองซึ่ง
บรรจุด้วยความรัก ที่ปราศจากเงื่อนไข และรอยจูบจาก
ลูกๆ และจากครอบครัวของเรา


ไม่มีสมบัติใด ล้ำค่าไปกว่านี้อีกแล้ว

แล้วทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรกระทบใจคุณเลยแม้แต่น้อย

มองโลกในแง่ดี และปฏิบัตดี

ฉันขอขอบคุณสำหรับ....

สำหรับสามีที่นอนกรนทั้งคืน
เพราะนั่นหมายถึงเขากำลังหลับอยู่ที่บ้านกับฉัน ไม่ใช่กับผู้หญิงอื่น

สำหรับลูกสาววัยรุ่นที่กำลังบ่นเรื่องล้างจานอยู่
เพราะนั่นหมายถึงเธออยู่บ้าน ไม่ใช่ที่ถนน

สำหรับภาษีที่ต้องเสีย
เพราะนั่นหมายถึงฉันมีงานทำ

สำหรับข้าวของต่างๆ ที่ต้องคอยเก็บหลังงานปาร์ตี้
เพราะนั่นหมายถึงฉันถูกห้อมล้อมด้วยเพื่อนฝูง

สำหรับเสื้อผ้าที่พอดีจนเกือบจะคับเกินไป
เพราะนั่นหมายถึงฉันยังมีกิน

สำหรับเงาที่คอยมองดูฉันทำงาน
เพราะนั่นหมายถึงฉัน กำลังได้รับแสงแดด

สำหรับพื้นที่ต้องคอยขัดถู และหน้าต่างที่ต้องทำความสะอาด
เพราะนั่นหมายถึงฉันมีบ้านให้ดูแลรักษา

สำหรับที่จอดรถที่อยู่ไกลสุดของลานจอดรถ
เพราะนั่นหมายถึงฉันสามารถเดินได้ และฉันมีรถ

สำหรับผ้ากองโตที่รอการซักรีด
เพราะนั่นหมายถึงฉันมีเสื้อผ้าสวมใส่

สำหรับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทุกสิ้นวัน
เพราะนั่นหมายถึงฉันสามารถทำงานหนักได้

สำหรับเสียงปลุกในทุกๆ เช้า
เพราะนั่นหมายถึงฉันยังมีชีวิตอยู่

และสุดท้าย.......
สำหรับอีเมล์ที่ส่งมาหาฉัน
เพราะนั่นหมายถึงฉันยังมีเพื่อน